
พร้อมตัวอย่างการใช้งานและข้อดีของแต่ละเทคโนโลยี
ถ้าลองสังเกตการทำงานในหลายองค์กร จะพบว่าพนักงานจำนวนไม่น้อยต้องใช้เวลาไปกับงานซ้ำ ๆ ทุกวัน เช่นการคัดลอกข้อมูลจาก Excel ไปใส่ในระบบ การกรอกข้อมูลในโปรแกรมต่าง ๆ หรือการทำรายงานที่เป็นรูทีน
งานเหล่านี้ไม่ได้ยาก แต่ใช้เวลา และต้องทำซ้ำแทบทุกวัน
ซ้ำยังมีโอกาสเกิดความผิดพลาดจากมนุษย์ได้ง่ายอีกด้วย
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มมองหาวิธีทำให้งานเหล่านี้ เป็นอัตโนมัติ (Automation) มากขึ้น และเทคโนโลยีที่มักถูกพูดถึงบ่อย ๆ ก็คือ RPA และ Python
หลายคนอาจสงสัยว่า RPA กับ Python ต่างกันอย่างไร?
ความจริงคือ ทั้งสองอย่างสามารถช่วยให้งานในองค์กรเป็นอัตโนมัติได้เหมือนกัน แต่ บทบาทของมันต่างกันค่อนข้างชัดเจน
- RPA เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานอัตโนมัติ
- Python เป็นภาษาการเขียนโปรแกรมที่สามารถใช้พัฒนาระบบอัตโนมัติได้
ลองมาดูทีละส่วนว่าแต่ละเทคโนโลยีทำอะไรได้บ้าง และเหมาะกับงานแบบไหน

RPA คืออะไร
RPA (Robotic Process Automation) คือเทคโนโลยีที่ใช้ซอฟต์แวร์หุ่นยนต์ (Software Robot) เพื่อทำงานแทนมนุษย์บนคอมพิวเตอร์ โดยเลียนแบบขั้นตอนการทำงานของผู้ใช้จริง
พูดง่าย ๆ คือ ถ้างานหนึ่งต้องทำแบบเดิมซ้ำ ๆ เช่น
- คลิกเมาส์
- พิมพ์ข้อมูล
- เปิดไฟล์
- คัดลอกข้อมูลจากระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง
RPA สามารถทำขั้นตอนเหล่านี้แทนคนได้
การทำงานของ RPA มีหลายลักษณะ เช่นแบบที่ ทำงานผ่านหน้าจอของโปรแกรมต่าง ๆ (GUI) ได้เหมือนพนักงานจริง แบบที่ทำงานกับองค์ประกอบบนหน้าเว็บไซต์โดยตรง หรือแบบที่ใช้งานกับโปรแกรมอย่าง Excel โดยตรง เป็นต้น
อีกข้อดีหนึ่งคือ RPA สามารถทำงานร่วมกับระบบที่องค์กรใช้อยู่แล้ว
ยกตัวอย่างเช่น ERP / CRM / Excel / เว็บไซต์ / ระบบภายในองค์กร
โดย ไม่จำเป็นต้องแก้ไขระบบเดิมมากนัก
เพราะเหตุนี้ หลายองค์กรจึงนำ RPA มาใช้เพื่อ
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- ลดภาระงานซ้ำ ๆ
- ลดความผิดพลาดจากมนุษย์
และข้อดีที่มักถูกพูดถึงบ่อยคือ
- เริ่มใช้งานได้รวดเร็ว
- ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรม
- สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมขององค์กรได้
ตัวอย่างงานที่เหมาะกับ RPA ในองค์กร
ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรนำ RPA มาใช้กับงานที่มีขั้นตอนซ้ำ ๆ ชัดเจน ตัวอย่างเช่น
งานบัญชี / การเงิน
- บันทึกข้อมูลใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ
- ตรวจสอบยอดชำระเงินจากหลายระบบ
- สร้างรายงานทางการเงินประจำวันหรือประจำเดือน
งาน HR
- บันทึกข้อมูลพนักงานเข้าระบบ
- คำนวณเงินเดือนและสวัสดิการ
- ส่งเอกสารหรืออีเมลให้พนักงานโดยอัตโนมัติ
งานฝ่ายขาย
- ดึงข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์หรือไฟล์ต่าง ๆ
- บันทึก Lead ลงในระบบ CRM
- ส่งอีเมลติดต่อลูกค้าแบบอัตโนมัติ
เมื่อใช้ RPA งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง อาจเหลือเพียงไม่กี่นาที
ทำให้ทีมงานสามารถนำเวลาไปโฟกัสกับ งานวิเคราะห์ งานวางกลยุทธ์ และงานที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ RPA จึงกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยให้องค์กรก้าวสู่ Digital Transformation ได้จริง

Python คืออะไร
ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีหรือพัฒนาระบบอาจคุ้นเคยกับ Python
Python เป็นภาษาการเขียนโปรแกรมแบบทั่วไป (General-purpose Programming Language) ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีไวยากรณ์ที่อ่านเข้าใจง่าย คล้ายภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้เริ่มต้นสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ Python ยังมีไลบรารีและเครื่องมือจำนวนมากที่ช่วยให้พัฒนาระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Python สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย เช่น
- การพัฒนาซอฟต์แวร์
- การสร้างเว็บไซต์
- การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)
- การพัฒนา AI และ Machine Learning
- การสร้างระบบ Automation
ในด้าน Automation เอง Python ก็มีเครื่องมือช่วยหลายตัว เช่น
- PyAutoGUI สำหรับควบคุมเมาส์และคีย์บอร์ด
- Selenium สำหรับควบคุมเว็บเบราว์เซอร์
- Pandas สำหรับจัดการข้อมูล
- Requests สำหรับเชื่อมต่อกับ API
ตัวอย่างการใช้งานที่พบได้ เช่น
- ควบคุมโปรแกรม Office
- ส่งอีเมลอัตโนมัติ
- ดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ (Web Scraping)
- สร้างระบบแจ้งเตือน
- พัฒนาเครื่องมือช่วยทำงานในองค์กร
ด้วยความยืดหยุ่นของภาษา ทำให้ Python เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในหลายธุรกิจทั่วโลก
ตัวอย่างงานที่เหมาะกับ Python ในองค์กร
โดยทั่วไป Python มักถูกใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลและการพัฒนาระบบ มากกว่า
งานบัญชี / การเงิน
- สร้างรายงานการเงินอัตโนมัติจากข้อมูลจำนวนมาก
- วิเคราะห์รายรับรายจ่าย
- รวมข้อมูลจากหลายไฟล์ Excel เพื่อจัดทำรายงาน
งานการตลาด
- วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและพฤติกรรมการใช้งาน
- ดึงข้อมูลจากเว็บไซต์หรือ Social Media
- สร้างรายงานผลลัพธ์ของแคมเปญการตลาด
งานฝ่ายขาย
- รวมข้อมูลลูกค้า (Lead) จากหลายแหล่ง
- วิเคราะห์ยอดขายเพื่อดูแนวโน้มของตลาด
- สร้าง Dashboard สำหรับแสดงข้อมูลยอดขาย
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเครื่องมือด้วย Python ต้องอาศัยทักษะการเขียนโปรแกรมและการพัฒนาระบบ เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในองค์กร ไม่ใช่ว่าพนักงานก็จะสามารถเรียนรู้การใช้งานได้
ความแตกต่างระหว่าง RPA และ Python
แม้ว่า RPA และ Python จะถูกใช้ในงาน Automation เหมือนกัน แต่แนวคิดและวิธีการใช้งานแตกต่างกันพอสมควร
|
เปรียบเทียบ |
RPA |
Python |
|
ประเภท |
เครื่องมือ Automation (Low-code / No-code) |
ภาษาการเขียนโปรแกรม |
|
การเริ่มใช้งาน |
เริ่มได้รวดเร็ว |
ต้องพัฒนาโปรแกรม |
|
ทักษะที่ต้องใช้ |
ไม่ต้องเขียนโค้ด |
ต้องมีทักษะโปรแกรม |
|
การดูแลระบบ |
ดูแลง่าย |
ต้องมีผู้พัฒนาระบบ |
|
เหมาะกับ |
งานธุรกิจทั่วไป |
งานพัฒนาระบบเฉพาะทาง |
โดยทั่วไป Python จะเหมาะกับการพัฒนาระบบใหม่ หรือระบบเฉพาะทาง
ในขณะที่องค์กรจำนวนมากที่ต้องการ ทำงานอัตโนมัติบนระบบเดิมที่ใช้อยู่ และต้องการเริ่มใช้งานได้รวดเร็ว มักเลือกใช้ RPA มากกว่า
หากต้องการเริ่มต้นใช้ RPA ในองค์กร
แม้ว่า Python จะสามารถใช้พัฒนาระบบ Automation ได้ แต่สำหรับหลายองค์กร การพัฒนาระบบเองมจะต้องใช้
- นักพัฒนาโปรแกรม
- เวลาพัฒนา
- การดูแลระบบระยะยาว
ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรจึงเลือกใช้ RPA Software สำเร็จรูป ที่สามารถเริ่มใช้งานได้เร็วกว่า
หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกพัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานในธุรกิจคือ Michiru RPA
Michiru RPA สามารถสร้าง Workflow Automation ได้โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมจำนวนมาก และถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถ
- ลดเวลาการทำงานซ้ำๆ
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- ลดความผิดพลาดจากมนุษย์
- เริ่มใช้งานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบเดิมขององค์กร
หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน RPA สำหรับธุรกิจ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่
👉 https://thai.fakiki.com/pages/michiru_rpa
สามารถนัด นำเสนอออนไลน์หรือเข้าพบได้ฟรี
สามารถแจ้งวันและเวลาที่ท่านสะดวกเพื่อให้พนักงานติดต่อกลับไป
รองรับภาษาไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น
👉ลงทะเบียนนัดหมาย https://forms.gle/Hh7QeVD9svPNkaUK8
