お問い合わせ&お支払い クリック!!!

日本語
  • ภาษาไทย
  • English
  • 日本語
🛒カート0
Thai.FAkiki.com 産業用部品専門買取販売サイト

เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติขั้นสูง

投稿者 : FIT THAI on

การพิมพ์ 3 มิติเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง และเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบเรซินของ Formlabs ช่วยให้การเริ่มต้นพิมพ์ชิ้นงานเป็นเรื่องง่าย

เมื่อเพิ่มเทคนิคขั้นสูงเข้าไปในกระบวนการพิมพ์ 3 มิติของคุณ คุณจะสามารถขยายขอบเขตของสิ่งที่สามารถสร้างได้มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่งานตกแต่งผิวชิ้นงาน การประกอบชิ้นส่วน ไปจนถึงการผลิตและการแปรรูปชิ้นงาน เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติขั้นสูงช่วยเปิดโอกาสให้สามารถสร้างแม่พิมพ์ที่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ การชุบโลหะด้วยไฟฟ้า (Electroplating) การสร้างพื้นผิวลวดลายต่าง ๆ ชิ้นส่วนสำหรับการประกอบหรือการเชื่อมต่อ งานพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องพิมพ์ที่ใช้งานอยู่ และอื่น ๆ อีกมากมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

CAD และการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ

ข้อต่อแบบสแน็ปฟิต

ตัวเรือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พลาสติกชิ้นนี้ถูกพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบเรซินของ Formlabs

มีรูปแบบการออกแบบชิ้นส่วนแบบสแน็ปฟิต (Snap-Fit) อยู่หลากหลายประเภท ซึ่งช่วยให้สามารถยึดชิ้นส่วนพลาสติกเข้าด้วยกันได้โดยไม่ต้องใช้สกรูหรือกาว สแน็ปฟิตมักถูกนำมาใช้ในการออกแบบตัวเรือน (Enclosure) แบบสั่งทำพิเศษ รวมถึงการเชื่อมต่อชิ้นส่วนที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติให้ประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างแน่นหนา

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากคู่มือแบบทีละขั้นตอนเกี่ยวกับการออกแบบและการพิมพ์ 3 มิติตัวเรือนแบบสแน็ปฟิตของเราได้

โมเดลขนาดใหญ่

เมื่อพิจารณาถึงขีดความสามารถของเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบตั้งโต๊ะที่มีขนาดกะทัดรัด ไม่ควรมองเพียงแค่ขนาดพื้นที่พิมพ์ (Build Volume) เท่านั้น

คุณสามารถสร้างชิ้นงานขนาดใหญ่ได้โดยการแบ่งชิ้นงานออกเป็นหลายส่วนย่อย แล้วออกแบบ หมุด (Pins) และ ช่องสวม (Slots) เพื่อช่วยในการประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง หรือใช้วิธี การยึดติดด้วยสารเคมี (Chemical Fastening) สำหรับชิ้นงานที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการรับแรงหรือใช้งานเชิงโครงสร้าง

ด้วยวิธีเหล่านี้ เครื่องพิมพ์ 3 มิติขนาดเล็กก็สามารถผลิตชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่พิมพ์ของเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ความแม่นยำและความเที่ยงตรงในการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ 3 มิติซีรีส์ Form ช่วยให้บริษัท Harlequin Design สามารถประกอบชิ้นส่วนขนาดเล็กเข้าด้วยกันเป็นโมเดลขนาดเท่าของจริง (Life-Size Models) ได้อย่างง่ายดาย

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากคู่มือเกี่ยวกับการประกอบชิ้นงานขนาดใหญ่ หรืออ่านกรณีศึกษาของ Harlequin Design ซึ่งเป็นบริษัทด้านการออกแบบและตกแต่งเพื่อการนำเสนอสินค้า (Visual Merchandising) ที่นำชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติขนาดใหญ่หลายชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลงานสำหรับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง

โครงสร้างตาข่าย

ผลิตภัณฑ์ของ New Balance จำนวน 2 รุ่น ได้นำ โครงสร้างตาข่าย (Lattice Structure) ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมาใช้ เพื่อช่วยดูดซับแรงกระแทกและคืนพลังงานได้ดี โดยใช้วัสดุน้อยกว่าและมีน้ำหนักเบากว่าชิ้นส่วนที่ผลิตด้วยวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม

โครงสร้างลักษณะตาข่ายเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติ เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและคุ้มค่าในการสร้างรายละเอียดเชิงลบ (Negative Features) จำนวนมาก เช่น รู ช่องสอด และช่องทะลุ โดยแทบไม่ถูกจำกัดด้วยขนาดหรือมุมของโครงสร้าง

รายละเอียดเชิงลบเหล่านี้ช่วยลดปริมาณวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิต ลดระยะเวลาในการพิมพ์ และยังสามารถรักษาหรือแม้แต่เพิ่มความแข็งแรงและประสิทธิภาพของชิ้นงานได้อีกด้วย

สำหรับวัสดุประเภทที่มีความยืดหยุ่นหรือกึ่งแข็ง (Flexible หรือ Semi-Rigid Materials) โครงสร้างตาข่ายยังช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับและกระจายแรงกด แรงดึง หรือแรงกระแทกจากหลายทิศทางและหลายระดับความรุนแรง ทำให้ชิ้นงานมีความยืดหยุ่นในจุดที่ต้องการ และมีความแข็งแรงเพียงพอในการต้านทานแรงอัดหรือการบิดงอในส่วนอื่น ๆ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษากรณีศึกษาของ New Balance เพื่อดูตัวอย่างการประยุกต์ใช้โครงสร้างตาข่ายที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติในผลิตภัณฑ์จริงได้

แปลตรงตัวได้ว่า

หรือที่เรียกว่า กลไกยืดหยุ่น (Compliant Mechanisms) กลไกประเภท Flexure ครอบคลุมทั้ง บานพับแบบยืดหยุ่น (Living Hinges) และกลไกยืดหยุ่นรูปแบบอื่น ๆ ที่สร้างแรงและการเคลื่อนที่ผ่านการเปลี่ยนรูปของวัสดุที่มีความยืดหยุ่น (Elastic Body)

การใช้คุณสมบัติของกลไกยืดหยุ่นเหล่านี้ช่วยให้สามารถสร้างกลไกที่มี ความแม่นยำสูง และมี ค่าฮิสเทอรีซิส (Hysteresis) ต่ำ หรือมีความคลาดเคลื่อนจากการตอบสนองซ้ำ ๆ น้อย ทำให้การเคลื่อนที่และการควบคุมตำแหน่งมีความสม่ำเสมอและเที่ยงตรงมากขึ้น

กล่าวง่าย ๆ คือ แทนที่จะใช้บานพับ ลูกปืน หรือชิ้นส่วนเคลื่อนที่หลายชิ้น กลไกจะอาศัยการงอตัวหรือการยืดหยุ่นของวัสดุเองเพื่อสร้างการเคลื่อนที่ ซึ่งช่วยลดจำนวนชิ้นส่วน ลดการสึกหรอ และเพิ่มความแม่นยำในการทำงานได้

กลไกยืดหยุ่น (Compliant Mechanism) ชิ้นนี้ถูกพิมพ์ด้วยวัสดุ Tough 1500 Resin

หากต้องการประเมินประสิทธิภาพของกลไกยืดหยุ่นที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติด้วยตนเอง สามารถขอตัวอย่างชิ้นงานฟรีที่พิมพ์ด้วยวัสดุ PU Rigid 650 Resin เพื่อทดลองและศึกษาคุณสมบัติของชิ้นงานจริงได้

วัสดุชนิดนี้เหมาะสำหรับการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความแข็งแรง ความแม่นยำ และการตอบสนองทางกลที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับงานออกแบบกลไกยืดหยุ่นและชิ้นส่วนวิศวกรรมที่มีการเคลื่อนไหวในตัวเอง

ซีลปะเก็น

ปะเก็นแบบสั่งทำพิเศษ (Custom Gaskets) จาก Dorman Products ซึ่งผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติจากวัสดุ Silicone 40A Resin

ในหลายอุตสาหกรรมมีความต้องการชิ้นส่วนกันน้ำและกันก๊าซแบบสั่งทำพิเศษหรือผลิตในปริมาณน้อยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น งานวิจัยทางทะเล หุ่นยนต์ใต้น้ำ วิศวกรรมเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ รวมถึงงานด้านการป้องกันประเทศ

การพิมพ์ 3 มิติสามารถช่วยสร้าง ตัวเรือนกันน้ำ (Watertight Enclosures) ได้โดยการออกแบบ ร่องสำหรับโอริง (O-Ring Groove) ไว้ในชิ้นงาน และติดตั้งโอริงเข้าไปเพื่อสร้างซีลป้องกันการรั่วซึม

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิมพ์ 3 มิติสำหรับงานกันน้ำ สามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสาร White Paper ซึ่งครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เช่น

  1. วิธีเลือกโอริงให้เหมาะสมกับการใช้งาน
  2. แนวทางการออกแบบชิ้นงานกันน้ำ
  3. ผลการทดสอบแรงดัน (Pressure Testing) ของตัวเรือนกันน้ำที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติ

การประกอบ

เกลียวและอินเสิร์ต

การรู้วิธีสร้างชุดประกอบที่แข็งแรงและใช้งานได้จริงจากชิ้นส่วนที่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ ช่วยให้วิศวกรประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนได้มากขึ้น สกรู โบลต์ และชิ้นส่วนที่มีเกลียว เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการประกอบและจัดตำแหน่งชิ้นส่วนทางกล รวมถึงการถ่ายทอดการเคลื่อนที่ภายในกลไกต่าง ๆ

การยึดสกรูเข้ากับชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้อินเสิร์ต การต๊าปเกลียว หรือการพิมพ์เกลียวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานโดยตรง

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับการสร้างเกลียวด้วยการพิมพ์ 3 มิติ และการติดตั้งอินเสิร์ตเกลียวในชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติ เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภทได้

กาวเรซิน

เรซินของ Formlabs สามารถทำหน้าที่เป็นกาวได้เมื่อได้รับแสง UV โดยสามารถใช้กระบอกฉีดยาหรืออุปกรณ์ลักษณะใกล้เคียงกันในการทาเรซินลงบนบริเวณที่ต้องการยึดติด จากนั้นฉายแสงด้วยเลเซอร์หรือปากกาเลเซอร์ความยาวคลื่น 405 นาโนเมตร (nm) ลงบนเรซิน เพียงไม่กี่วินาที ก็สามารถอุดรู ซ่อมแซมรอยแตก หรือยึดชิ้นส่วนเข้าด้วยกันได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคุณสมบัติเฉพาะของเรซิน Formlabs เทคนิคนี้จำเป็นต้องใช้เลเซอร์หรือปากกาเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 405 นาโนเมตร จึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เรซินเป็นวัสดุยึดติด สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากฟอรัมของ Formlabs ได้

เทคนิคการผลิตชิ้นงาน

จิ๊กและฟิกซ์เจอร์

สร้างอุปกรณ์ช่วยในกระบวนการผลิตได้ด้วยการพิมพ์ 3 มิติ เช่น จิ๊ก (Jigs), ฟิกซ์เจอร์ (Fixtures), พินกำหนดตำแหน่ง (Alignment Pins) และ ฝาครอบ (Caps)

จิ๊กและฟิกซ์เจอร์ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้กระบวนการผลิตและการประกอบทำได้ง่ายขึ้น มีความแม่นยำและสม่ำเสมอมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลาในแต่ละรอบการผลิต (Cycle Time) และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงาน

โดยทั่วไป ผู้ผลิตมักสร้างอุปกรณ์เหล่านี้จากโลหะด้วยกระบวนการแมชชีนนนิ่ง (Machining) ไม่ว่าจะผลิตภายในโรงงานเองหรือจ้างผู้ผลิตภายนอก อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีไม่จำเป็นต้องใช้โลหะเสมอไป โดยเรซินของ Formlabs สามารถนำมาใช้ทดแทนฟิกซ์เจอร์โลหะได้ในงานต่าง ๆ เช่น

  1. ระบบแมชชีนนนิ่งอัตโนมัติ
  2. สายการประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  3. โรงหล่อโลหะ
  4. โรงงานและสายการผลิตประเภทอื่น ๆ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านคู่มือเกี่ยวกับการทดแทนจิ๊กและฟิกซ์เจอร์ที่ผลิตด้วยการแมชชีนนนิ่งด้วยชิ้นส่วนที่ผลิตจากการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อเรียนรู้แนวทางการลดต้นทุน ลดระยะเวลาการผลิต และเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบอุปกรณ์ช่วยการผลิตได้มากขึ้น

การขึ้นรูปแผ่นโลหะ

ขึ้นรูปชิ้นส่วนโลหะที่มีรูปทรงซับซ้อนจากแผ่นโลหะ โดยใช้แม่พิมพ์พลาสติกที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติ

ชิ้นส่วนโลหะถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนก่อสร้าง ไปจนถึงแผงตัวถังรถยนต์ เนื่องจากมีความแข็งแรง ความแข็งแกร่ง และความทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว

กระบวนการขึ้นรูปแผ่นโลหะจำเป็นต้องใช้แม่พิมพ์ (Dies) ซึ่งโดยทั่วไปจะผลิตจากโลหะด้วยกระบวนการแมชชีนนิ่ง และในหลายกรณีต้องจ้างผู้ให้บริการภายนอกผลิต ทำให้มีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน

ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบเรซินของ Formlabs ผู้ใช้งานสามารถผลิตแม่พิมพ์พลาสติกสำหรับงานขึ้นรูปแผ่นโลหะได้เอง ช่วยลดระยะเวลาในการผลิต ลดต้นทุนในการสร้างแม่พิมพ์ และเพิ่มความรวดเร็วในการทดสอบหรือปรับปรุงแบบก่อนเข้าสู่การผลิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำแม่พิมพ์และการหล่อ

สามารถทำงานร่วมกับวัสดุได้หลากหลายประเภท รวมถึง ซิลิโคน และ เทอร์โมพลาสติก โดยการฉีดหรือหล่อวัสดุลงในแม่พิมพ์ที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติ ไม่ว่าจะเป็น

  1. แม่พิมพ์ฉีดแบบสองชิ้น (Two-Part Injection Molds)
  2. แม่พิมพ์โอเวอร์โมลด์ (Overmolds)
  3. แม่พิมพ์อัดขึ้นรูป (Compression Molds)
  4. แม่พิมพ์เปลือกบาง (Eggshell Molds)

วิธีการเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ในหลายรูปแบบ เช่น การสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ การผลิตสินค้าทดลองสำหรับลูกค้ากลุ่มทดสอบ (Beta Units) ในปริมาณน้อย หรือการผลิตสินค้าสั่งทำพิเศษสำหรับการใช้งานจริง

การใช้แม่พิมพ์ที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการพัฒนาเมื่อเทียบกับการผลิตแม่พิมพ์โลหะแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับแก้แบบและทดสอบแนวคิดใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วก่อนเข้าสู่การผลิตในปริมาณมาก

Unilever และ Serioplast ใช้แม่พิมพ์ที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติสำหรับกระบวนการ Stretch Blow Molding แบบรวดเร็ว (Rapid Stretch Blow Molding) เพื่อพัฒนาและทดสอบรูปแบบขวดใหม่ ๆ ได้ในเวลาอันสั้นและมีต้นทุนต่ำ

ทั้งสองบริษัทได้แบ่งปันประโยชน์สำคัญและตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานจริงของเทคโนโลยีนี้ไว้ในกรณีศึกษาและการสัมมนาออนไลน์ (Webinar)

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนซิลิโคนด้วยแม่พิมพ์ที่สร้างจากการพิมพ์ 3 มิติ สามารถศึกษาคู่มือการใช้งาน หรือดาวน์โหลด White Paper ที่อธิบายการใช้แม่พิมพ์เพื่อผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทำจากซิลิโคน ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวทางการออกแบบ กระบวนการผลิต และข้อควรพิจารณาในการนำไปใช้งานจริงได้อย่างละเอียด

การฉีดขึ้นรูปแบบฝังชิ้นส่วน

การขึ้นรูปแบบอินเสิร์ต (Insert Molding) เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของกระบวนการฉีดขึ้นรูป โดยนำชิ้นส่วนที่มีอยู่แล้ววางไว้ภายในแม่พิมพ์ จากนั้นฉีดพลาสติกเข้าไปหุ้มหรือยึดติดกับชิ้นส่วนนั้นจนกลายเป็นชิ้นงานเดียวกัน

การขึ้นรูปแบบอินเสิร์ตมักถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มชั้นพลาสติกบนชิ้นส่วนโลหะ ตัวอย่างเช่น การทำด้ามจับพลาสติกสำหรับไขควงโลหะ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานและการจับยึด

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กระบวนการนี้ในการผลิต

  1. ท่อหุ้มฉนวน
  2. สายไฟและสายเคเบิลหุ้มฉนวน
  3. ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรวมวัสดุหลายประเภทเข้าด้วยกัน
  4. ชิ้นส่วนพลาสติกที่ฝังวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ภายใน

การขึ้นรูปแบบอินเสิร์ตช่วยลดขั้นตอนการประกอบ เพิ่มความแข็งแรงของชิ้นงาน และทำให้สามารถรวมวัสดุหรือชิ้นส่วนหลายประเภทเข้าไว้ในผลิตภัณฑ์เดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม่พิมพ์ที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติสามารถนำมาใช้สำหรับกระบวนการ การขึ้นรูปแบบอินเสิร์ต (Insert Molding) ได้

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขึ้นรูปแบบอินเสิร์ต รวมถึงแนวทางการเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทของผลิตภัณฑ์ สามารถอ่านคู่มือที่อธิบายหลักการ กระบวนการ และข้อควรพิจารณาในการออกแบบได้

นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด White Paper เพื่อศึกษากรณีศึกษาจริง 3 กรณี ที่แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติร่วมกับกระบวนการ Insert Molding ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ。

การขึ้นรูปด้วยความร้อน

ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติเป็นแม่พิมพ์สำหรับขึ้นรูปแผ่นเทอร์โมพลาสติกภายใต้ความร้อนและแรงดัน

แม่พิมพ์สำหรับงาน Thermoforming ที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติสามารถใช้งานได้ทั้งกับเครื่องขึ้นรูปแบบตั้งโต๊ะและเครื่องจักรอุตสาหกรรม ช่วยให้สามารถผลิตต้นแบบที่ใช้งานได้จริง ชิ้นส่วนสำหรับการผลิตนำร่อง (Pilot Production) หรือชิ้นส่วนใช้งานจริงแบบสั่งทำพิเศษและปริมาณน้อย ได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่า

ตั้งแต่งานด้านทันตกรรมจัดฟันไปจนถึงอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ Thermoforming เป็นกระบวนการผลิตที่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติม สามารถดูคู่มือ แหล่งข้อมูล และกรณีศึกษาต่าง ๆ เกี่ยวกับการขึ้นรูปด้วยความร้อน หรือดาวน์โหลด White Paper เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการ Thermoforming และการประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติได้อย่างละเอียด

การปั๊มขึ้นรูป

พิมพ์ชิ้นงานด้วย Flexible Resin เพื่อสร้างตราประทับแบบกำหนดเอง (Custom Stamps)

ใช้ Flexible 80A Resin ของ Formlabs เพื่อผลิตตราประทับที่มีความยืดหยุ่นและสามารถยุบตัวได้ เหมาะสำหรับการประทับหมึกบนพื้นผิวต่าง ๆ

สามารถศึกษาคู่มือการใช้งานเพื่อเรียนรู้วิธีสร้างตราประทับแบบกำหนดเองได้ใน 7 ขั้นตอนง่าย ๆ ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง。

ภาพนูนโปร่งแสง

ลิโธเฟน (Lithophane) คือภาพสามมิติที่เปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มและลักษณะของแสงที่ส่องผ่านชิ้นงาน

บริเวณที่สว่างของภาพจะมีความบางมาก ทำให้แสงสามารถส่องผ่านได้มากกว่า ในขณะที่บริเวณที่หนากว่าจะปรากฏเป็นส่วนที่มืดกว่า เนื่องจากแสงผ่านได้น้อยกว่า

ด้วยการปรับความหนาของชิ้นงานเพื่อควบคุมปริมาณแสงที่ส่องผ่านในแต่ละจุด จึงสามารถสร้างภาพที่มีรายละเอียดของแสงและเงาได้ โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติแบบสเตอริโอลิโทกราฟี (Stereolithography หรือ SLA)

ผลลัพธ์ที่ได้คือชิ้นงานสามมิติที่เมื่อมีแสงส่องจากด้านหลัง จะปรากฏเป็นภาพที่มีมิติและรายละเอียดคล้ายภาพถ่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคการประยุกต์ใช้การพิมพ์ 3 มิติที่ได้รับความนิยมสำหรับงานศิลปะ ของตกแต่ง และของขวัญเฉพาะบุคคล

ยกชิ้นงานลิโธเฟนขึ้นส่องกับแสง หรือสร้างโคมไฟที่มีไฟส่องสว่างจากด้านหลังแบบ LED เพื่อให้ภาพปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

เมื่อมีแสงส่องผ่าน ชิ้นงานลิโธเฟนจะแสดงรายละเอียดของภาพผ่านความแตกต่างของความหนาในแต่ละส่วน ทำให้เกิดภาพที่มีมิติและระดับแสงเงาคล้ายภาพถ่าย

หากต้องการสร้างลิโธเฟนด้วยตนเอง สามารถศึกษาคู่มือแบบทีละขั้นตอนเกี่ยวกับเครื่องมือสร้างลิโธเฟนฟรี (Lithophane Generators) หรือเรียนรู้เทคนิคและเครื่องมือขั้นสูงเพิ่มเติมจากบทความแนะนำ เพื่อช่วยให้สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงานที่มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น

การตกแต่งผิวชิ้นงาน

สีย้อม

การย้อมสีเป็นหนึ่งในวิธีการเพิ่มสีสันให้กับชิ้นงานที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติ รวมถึงโมเดลกายวิภาคศาสตร์ที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยและการศึกษา

ชิ้นงานสามารถเพิ่มสีได้ทั้งโดยการพิมพ์ด้วยเรซินที่ผสมสีไว้ล่วงหน้า หรือการย้อมสีหลังจากพิมพ์เสร็จแล้ว

แม้ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติแบบ SLA จะมีชื่อเสียงด้านความแม่นยำและรายละเอียดของชิ้นงานที่สูงมาก แต่ก็มีตัวเลือกในการพิมพ์หลายสีโดยตรงน้อยกว่าบางเทคโนโลยี เช่น การพิมพ์แบบ FDM (Fused Deposition Modeling)

สำหรับเครื่องพิมพ์เรซินของ Formlabs การพิมพ์ชิ้นงานสีเดียวสามารถทำได้ง่ายด้วย Color Kit นอกจากนี้ยังมีวิธีเพิ่มสีให้กับชิ้นงานได้อีกหลายรูปแบบ เช่น

  1. การพิมพ์ด้วยเรซินผสมสี
  2. การย้อมสีชิ้นงาน SLA หลังการพิมพ์
  3. การทาสีด้วยสีอะคริลิก
  4. การเติมสีภายในชิ้นงานแบบกลวง

แต่ละวิธีมีความเหมาะสมกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านคุณภาพผิว ความคงทนของสี ระยะเวลา และต้นทุนการผลิต

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาคู่มือที่อธิบายการใช้งานที่เหมาะสมของแต่ละวิธี พร้อมขั้นตอนการทำงานแบบละเอียด เพื่อเลือกเทคนิคการเพิ่มสีที่เหมาะกับชิ้นงานแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำหอม

สิ่งที่เริ่มต้นจากเรื่องตลกในวัน April Fools’ Day ได้กลายเป็นความจริงแล้ว — สตรอว์เบอร์รีที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติชิ้นนี้มีกลิ่นหอมเหมือนสตรอว์เบอร์รีจริง

การสร้างชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติที่มีกลิ่นหอมสามารถทำได้โดยการเติม น้ำมันแต่งกลิ่น (Fragrance Oil) ลงในเรซินก่อนเริ่มพิมพ์ เมื่อพิมพ์เสร็จ ชิ้นงานจะมีกลิ่นหอมตามชนิดของน้ำมันที่ผสมไว้

หากต้องการทดลองทำด้วยตนเอง สามารถศึกษาคู่มือที่อธิบายสูตร ส่วนผสม และขั้นตอนการทำอย่างละเอียด เพื่อสร้างชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติที่มีกลิ่นหอมได้ด้วยตัวเอง

การชุบโลหะด้วยไฟฟ้า

พื้นผิวที่เรียบและมีรายละเอียดละเอียดของชิ้นงานที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SLA 3D Printing เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำไปชุบโลหะด้วยไฟฟ้า (Electroplating)

การชุบโลหะด้วยไฟฟ้าช่วยให้สามารถผสานคุณสมบัติของโลหะ เช่น

  1. ความแข็งแรง
  2. การนำไฟฟ้า
  3. ความทนทานต่อการสึกหรอ
  4. ความทนทานต่อการกัดกร่อน
  5. ความสวยงามของผิวโลหะ

เข้ากับวัสดุอื่นที่มีข้อดีเฉพาะตัว เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติ

เทคโนโลยี Stereolithography (SLA) เหมาะสำหรับงานชุบโลหะเป็นพิเศษ เนื่องจากสามารถผลิตชิ้นงานที่มีพื้นผิวเรียบและรายละเอียดสูง ทำให้รอยต่อระหว่างพลาสติกและชั้นโลหะที่ชุบมีความกลมกลืนและดูเป็นเนื้อเดียวกัน

นอกจากนี้ ชิ้นงาน SLA ยังสามารถผลิตให้มีคุณสมบัติกันน้ำได้ จึงไม่เกิดความเสียหายเมื่อแช่อยู่ในสารละลายเคมีที่ใช้ในกระบวนการชุบโลหะ

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชุบโลหะด้วยไฟฟ้า สามารถอ่านบทความหรือดาวน์โหลด White Paper เพื่อเรียนรู้แนวทางการชุบโลหะบนชิ้นงาน SLA รวมถึงตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้

การขัดเงา

สร้างพื้นผิวที่เรียบเนียนได้โดยการขัดชิ้นงานด้วยวัสดุขัดที่มีความละเอียดเพิ่มขึ้นทีละขั้น จากหยาบไปละเอียด เพื่อค่อย ๆ ลดรอยบนพื้นผิวและทำให้ชิ้นงานมีความเรียบมากขึ้น

เครื่องขัดแบบปากกา (Pen Sander) เหมาะสำหรับการสร้างพื้นผิวที่สม่ำเสมอบนชิ้นงานที่มีพื้นผิวเรียบหรือโค้งเล็กน้อย

ส่วนเครื่องมือแบบหมุน (Rotary Tool) ที่ติดตั้งหัวเจียร หัวขัด หรือหัวขัดเงา เหมาะสำหรับการสร้างผิวที่มีความเงางามและเรียบลื่นบนชิ้นงานที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SLA

สำหรับชิ้นงานที่มีพื้นผิวเรียบหรือโค้งเล็กน้อย เครื่องขัดแบบปากกาก็สามารถใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพพื้นผิวและทำให้ผิวงานมีความสม่ำเสมอได้เช่นกัน

ด้วยความร่วมมือจากวิศวกรผู้มีประสบการณ์และผู้ใช้งานจริง เราได้คัดสรรชุดเครื่องมือสำหรับการตกแต่งชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพพื้นผิว ทำให้พื้นผิวเรียบและขอบชิ้นงานมีความเนียนมากขึ้น พร้อมทั้งยกระดับรูปลักษณ์โดยรวมของชิ้นงาน

เครื่องมือเหล่านี้ยังช่วยลดเวลาในการทำงานและลดต้นทุนแรงงานต่อชิ้นงาน ทำให้สามารถสร้างชิ้นงาน SLA ที่มีพื้นผิวเรียบเนียนและเงางามได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การรองพื้น การพ่นสี และการเคลือบผิว

ปกป้องพื้นผิวและปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของชิ้นงานที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติได้ด้วยการ รองพื้น (Priming) พ่นสี (Spray Painting) และ เคลือบผิว (Coating)

กระบวนการเหล่านี้ช่วยให้ชิ้นงานมีความสวยงามมากขึ้น เพิ่มความทนทานของพื้นผิว ปกปิดร่องรอยจากการผลิต และทำให้ชิ้นงานมีลักษณะใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์จริงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถปรับแต่งสี พื้นผิว และคุณสมบัติของชิ้นงานให้เหมาะกับการใช้งานหรือการนำเสนอได้ตามต้องการ

การขัดชิ้นงานให้มีพื้นผิวเรียบเนียนเป็นขั้นตอนแรกของการทำสีชิ้นงานที่ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติ

เมื่อพื้นผิวของชิ้นงานเรียบแล้ว การพ่นสีรองพื้น (Primer) จะช่วยเตรียมพื้นผิวให้พร้อมสำหรับการทำสี ทำให้สีจริงยึดเกาะได้ดีขึ้นและให้ผลงานที่สวยงามสม่ำเสมอ

หลังจากพ่นสีและขัดตกแต่งเรียบร้อยแล้ว สามารถเคลือบผิวด้วย เคลียร์โค้ต (Clear Coat) เพื่อช่วยปกป้องพื้นผิว เพิ่มความทนทาน และคงความสวยงามของชิ้นงานในระยะยาวได้

หากต้องการรายการวัสดุและอุปกรณ์ที่ต้องใช้แบบครบถ้วน รวมถึงขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียดทีละขั้นตอน สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากคู่มือของเรา

พื้นผิว

สร้างลวดลายพื้นผิวที่ซับซ้อนด้วย Displacement Maps โดยใช้ Formlabs Texture Engine ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันบนเว็บที่ใช้งานฟรี มีขนาดเล็ก และถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มลวดลายพื้นผิวให้กับโมเดล 3 มิติได้อย่างรวดเร็ว พร้อมสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ

ชิ้นส่วนพลาสติกจำนวนมากมีการเพิ่มลวดลายหรือพื้นผิวเพื่อปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์และสัมผัสของชิ้นงาน หรือเพื่อเพิ่มคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานเฉพาะด้าน

โดยทั่วไป การสร้างพื้นผิวลักษณะนี้มักเป็นกระบวนการเพิ่มเติมหลังการผลิต แต่การพิมพ์ 3 มิติทำให้สามารถใส่ลวดลายและพื้นผิวลงในไฟล์ออกแบบได้โดยตรงก่อนพิมพ์ ส่งผลให้ชิ้นงานที่ผลิตออกมามีรายละเอียดพื้นผิวตามต้องการตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มกระบวนการตกแต่งภายหลังในหลายกรณี

 

การพิมพ์ลายด้วยการถ่ายโอนผ่านน้ำ

หรือที่เรียกว่า ไฮโดรกราฟิก (Hydrographics) การพิมพ์ลายจุ่มน้ำเป็นเทคนิคที่ใช้ถ่ายโอนลวดลายกราฟิกที่ซับซ้อนลงบนชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติ โดยใช้ฟิล์มไฮโดรกราฟิกชนิด PVA (Polyvinyl Alcohol)

การพิมพ์แบบจุ่มน้ำ (Immersion Printing) นิยมใช้สำหรับตกแต่งหรือปรับแต่งชิ้นงานให้มีลวดลายกราฟิกตามต้องการ โดยชิ้นงานจะถูกจุ่มลงในอ่างน้ำที่มีฟิล์มลวดลายลอยอยู่บนผิวน้ำ หลังจากฟิล์มละลายบางส่วนแล้ว ลวดลายจะห่อหุ้มรอบชิ้นงานและถ่ายโอนลงบนพื้นผิว

วิธีนี้มีข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับชิ้นงานที่มีพื้นผิวโค้งหลายทิศทางหรือรูปทรงซับซ้อน เนื่องจากเป็นลักษณะงานที่ยากต่อการตกแต่งด้วยลวดลายกราฟิกด้วยวิธีอื่น

ในการออกแบบโมเดล 3 มิติ มักมีการใช้ Texture Image หรือภาพพื้นผิวที่ถูกจัดวางบนโมเดลผ่าน UV Map ซึ่งเป็นแผนผังที่กำหนดตำแหน่งของภาพบนพื้นผิวโมเดล

เมื่อพิมพ์ UV Map ที่ปรับแต่งแล้วลงบนฟิล์มไฮโดรกราฟิก ก็สามารถถ่ายโอนลวดลายหรือพื้นผิวดังกล่าวไปยังชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติได้โดยตรง

แตกต่างจากการพิมพ์ลายจุ่มน้ำทั่วไปที่ใช้ลวดลายซ้ำต่อเนื่อง (Repeating Pattern) การถ่ายโอนลวดลายจาก UV Texture จำเป็นต้องจัดตำแหน่งให้ตรงกับพื้นผิวของโมเดลอย่างแม่นยำ จึงต้องมีการจำลองและคาดการณ์พฤติกรรมของฟิล์มขณะห่อหุ้มรอบชิ้นงาน เพื่อให้ลวดลายถูกถ่ายโอนไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องตามที่ออกแบบไว้

อ่านคู่มือของเราเพื่อเรียนรู้วิธีการถ่ายโอนลวดลายสีเต็มรูปแบบ (Full Color Patterns) ลงบนชิ้นงานด้วยเทคนิค Computational Hydrographics ซึ่งเป็นการพิมพ์ลายจุ่มน้ำที่อาศัยการคำนวณและการจำลองทางคอมพิวเตอร์เพื่อกำหนดตำแหน่งของลวดลายบนพื้นผิวชิ้นงานได้อย่างแม่นยำ

เทคนิคนี้ช่วยให้สามารถถ่ายโอนภาพ กราฟิก และลวดลายที่ซับซ้อนลงบนชิ้นงานที่มีรูปทรงสามมิติได้อย่างถูกต้อง แม้จะเป็นชิ้นงานที่มีพื้นผิวโค้งหรือรูปทรงซับซ้อนก็ตาม

การยกระดับการพิมพ์ 3 มิติ

เครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบเรซินของ Formlabs สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่งานวิศวกรรมและการผลิต ทันตกรรมและการแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและงานด้านความบันเทิง

เครื่องพิมพ์ 3 มิติซีรีส์ Form 4 ใช้เทคโนโลยี Masked Stereolithography (MSLA) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการรุ่นใหม่ของการพิมพ์ 3 มิติแบบ SLA โดยมอบความเร็วในการพิมพ์ที่สูงเป็นพิเศษ พร้อมรักษาความแม่นยำของขนาดและคุณภาพพื้นผิวของชิ้นงานไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยกระบวนการทำงานที่ใช้งานง่ายและความน่าเชื่อถือระดับสูง Form 4 และ Form 4L ช่วยให้การพิมพ์ 3 มิติเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทุ่มเวลาไปกับการพัฒนาไอเดียและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้มากกว่าเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาการพิมพ์

สำรวจเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบเรซินของ Formlabs หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อค้นหาว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติสามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต และนวัตกรรมได้อย่างไร

   รายละเอียดเครื่อง Formlab form4 SLA คลิก

   เช็คราคา คลิก

   รายละเอียดเครื่อง Formlab Fuse 1+ 30W SLS คลิก

   เช็คราคา คลิก

 

 

แหล่งอ้างอิง

https://formlabs.com/global/blog/advanced-3dp-techniques/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

0件のコメント

コメントを残す


LINE
ป๊อปอัปแจ้งเตือน