ติดต่อเรา & ชำระเงิน คลิก!!! (Contact us & Payment)
เว็บไซต์รับซื้อและจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรอุตสาหกรรม
สินค้ามือสองที่ไม่มีไอคอนเป็นสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
ลดค่าใช้จ่ายและเวลา ราคาที่เข้าถึงได้ มีความน่าเชื่อถือและการใช้งานง่าย
รายละเอียดสินค้า Formlabs SLA - Form 4 และ วัสดุที่รองรับ Materials
1. การเตรียมไฟล์ 2. การพิมพ์ 3. การประมวลผลหลังพิมพ์
ทดลองออกแบบฟรี! ด้วย PreForm® Software
ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเป็น ระบบครบวงจร ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ภายนอก ลดความยุ่งยาก ได้งานที่สะอาด แข็งแรง และพร้อมใช้งานทันทีจบได้ในเซตเดียว
รุ่น SLA มี 2 ขนาด
SLA Form4 ขนาดเล็ก - ใช้สร้างชิ้นส่วนเล็ก → 20 × 12.5 × 21 cmSLA Form4L ขนาดใหญ่ - ใช้สร้างชิ้นส่วนใหญ่ ทรงสูง → 35.3 × 19.6 × 35 cm
ใน 1 เซ็ตจำเป็นต้องใช้ 3 เครื่อง1. FormPrinter เครื่องปริ้น2. FormWash เครื่องล้าง3. FormCure เครื่องอบ
เทคโนโลยี Low Force Display™ (LFD)ความละเอียด XY: 50 µm (Form 4) / 46 µm (Form 4L)ความหนาชั้น: 25–300 µm / 25–200 µmความเร็วสูงสุด: 100 mm/h (Form 4) / 80 mm/h (Form 4L)
หมวดหมู่หลักของวัสดุพิมพ์ Formlabs - เรซิ่น
สำหรับงานต้นแบบและโมเดลทั่วไป มีทั้งเรซิ่นความเร็วสูง (Fast Model), ความละเอียดสูง (Precision Model), โปร่งใส (Clear), เฉดสีพื้นฐาน (Greyscale) และเรซิ่นปรับแต่งสี (Color Resin V5)
วัสดุที่พัฒนาสำหรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เช่น Tough/Durable, Rigid ผสมใยแก้ว, Flexible/Elastic, Silicone 40A, High Temp, Flame Retardant, ESD-safe รวมถึง Polyurethane และ Alumina Resin
ได้รับการรับรองทางการแพทย์สำหรับงานทันตกรรมดิจิทัล เช่น Precision/Fast Model, Surgical Guide, Dental LT, Permanent Crown และวัสดุเฉพาะทางอื่นๆ สำหรับ Splint, Tray และฟันปลอมดิจิทัล
ผลิตภายใต้มาตรฐาน ISO 13485 รองรับการฆ่าเชื้อ เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่สัมผัสกับผิวหนังหรือทางเดินหายใจ เช่น BioMed White, Clear, Durable, Elastic 50A และ Flex 80A
เช่น Castable Resin สำหรับการหล่อแบบขี้ผึ้งหาย และ High Temp Resin สำหรับแม่พิมพ์ยางวัลคาไนซ์
ขั้นตอนหลัก: ล้าง → ถอด supports (ฐานยึดระหว่างพื้นผิวกับตัวชิ้นงาน) → อบ (Curing)
สำหรับเทคโนโลยี SLA (Formlabs Form 4 Series)
Formlabs มีการรับรองมาตรฐานคุณภาพและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนในหลายด้าน ดังนี้:
เทคโนโลยี Stereolithography (SLA) ได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Charles (Chuck) W. Hull ในปี 1986 ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง 3D Systems.
ติดต่อพนักงานฝ่ายขาย โทร 080-010-8801ติดต่อพนักงานฝ่ายทั่วไป โทร 020-777-207หรือแอด ID LINE : @fakiki (มี@ด้วย) [เวลาทำการ: วันธรรมดา 09:00 - 12:00 น. / 13:00 - 17:00 น.]
เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printer เป็นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างวัตถุจริงจากแบบจำลองดิจิทัลสามมิติที่ออกแบบไว้ในคอมพิวเตอร์ หลักการทำงานสำคัญของเครื่องชนิดนี้คือการวางวัสดุซ้อนกันทีละชั้น (Layer) จนกลายเป็นวัตถุที่จับต้องได้จริง กระบวนการนี้เรียกว่า Additive Manufacturing ซึ่งแตกต่างจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่อาศัยการตัด เจาะ หรือกัดวัสดุออกจากก้อนใหญ่เพื่อให้ได้รูปร่างที่ต้องการ
เมื่อใช้งานจริง ผู้ใช้จะต้องเริ่มต้นจากการออกแบบไฟล์สามมิติในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น CAD จากนั้นไฟล์จะถูกนำไปผ่านซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการ “ตัดชั้น” (Slicing Software) เพื่อแปลงให้เครื่องอ่านเข้าใจได้ เครื่องพิมพ์ 3 มิติจึงเริ่มทำงานโดยการปล่อยวัสดุออกมาทีละชั้นจนสำเร็จเป็นชิ้นงาน การทำงานแบบนี้ช่วยให้สามารถสร้างรูปร่างที่ซับซ้อนได้ง่าย และทำให้การผลิตชิ้นงานต้นแบบเป็นเรื่องที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
วัสดุที่ใช้กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติมีหลากหลาย โดยวัสดุที่ได้รับความนิยมคือ พลาสติกชนิดเส้น (Filament) เช่น PLA และ ABS ซึ่งมีราคาถูก ใช้ง่าย และเหมาะกับการเรียนรู้หรือทำต้นแบบทั่วไป นอกจากนี้ยังมี เรซิ่นเหลว (Resin) ที่ให้ความละเอียดสูง พิมพ์งานได้เรียบเนียน จึงนิยมใช้ในงานที่ต้องการความประณีต เช่น เครื่องประดับ งานออกแบบโมเดล หรือทันตกรรม สำหรับงานอุตสาหกรรมที่ต้องการความแข็งแรงและทนทานก็มีวัสดุประเภท โลหะ (Metal Printing) ที่สามารถพิมพ์เป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนยานยนต์ได้ รวมไปถึงวัสดุพิเศษอย่างไนลอน คาร์บอนไฟเบอร์ ไปจนถึงช็อกโกแลตที่ใช้ในงานด้านอาหารก็มีเช่นกัน
ประโยชน์ของเครื่องพิมพ์ 3 มิติมีอยู่หลายด้าน ทั้งการสร้าง ต้นแบบ (Prototype) เพื่อทดสอบก่อนผลิตจริงซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุน การใช้งานในด้านการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองสร้างโมเดลสามมิติ การนำไปใช้ใน ทางการแพทย์ เช่น การผลิตแบบจำลองอวัยวะ ฟันปลอม หรืออุปกรณ์ที่ทำขึ้นเฉพาะบุคคล การผลิต อะไหล่หรือชิ้นส่วนที่หายาก เพื่อใช้ในการซ่อมเครื่องจักร ไปจนถึงการสร้างผลงานศิลปะ โมเดล และเครื่องประดับที่มีรายละเอียดซับซ้อน ซึ่งถ้าใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิมอาจทำได้ยากหรือมีต้นทุนสูงมาก
อย่างไรก็ตาม เครื่องพิมพ์ 3 มิติก็มีข้อควรรู้และข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ความเร็วในการพิมพ์ขึ้นอยู่กับขนาดและความละเอียดของงาน หากต้องการงานที่ละเอียดมากจะใช้เวลานานขึ้น บางชิ้นงานที่พิมพ์เสร็จแล้วยังต้องผ่านการตกแต่งเพิ่มเติม เช่น การขัดพื้นผิว การล้าง หรือการประกอบ เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีตามต้องการ ผู้ใช้เองก็ควรมีความรู้พื้นฐานด้านการออกแบบสามมิติและการตั้งค่าเครื่องพิมพ์เพื่อให้ได้งานที่ตรงตามแบบมากที่สุด
สรุปแล้ว เครื่องพิมพ์ 3 มิติ คือเทคโนโลยีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์สิ่งของจริงจากไฟล์ดิจิทัลได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะใช้เพื่อการศึกษา การสร้างต้นแบบ การซ่อมบำรุง งานศิลปะ หรือแม้แต่การผลิตจริงในอุตสาหกรรม เทคโนโลยีนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต และเป็นพื้นฐานที่น่าศึกษาสำหรับใครก็ตามที่สนใจโลกแห่งนวัตกรรมในอนาคต
เครื่องพิมพ์ 3 มิติไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว แต่จริง ๆ แล้วมีหลายเทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งานและวัสดุที่ใช้ หนึ่งในรูปแบบที่คนทั่วไปคุ้นเคยที่สุดคือ FDM (Fused Deposition Modeling) ซึ่งทำงานโดยการนำเส้นพลาสติกมาหลอมให้ร้อนจนละลายแล้วค่อย ๆ วางซ้อนทับกันทีละชั้นจนกลายเป็นชิ้นงาน วิธีนี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ต้นทุนไม่สูง และเหมาะกับผู้เริ่มต้นหรืองานต้นแบบทั่วไป อีกหนึ่งเทคโนโลยีคือ SLA (Stereolithography) ที่ใช้แสงเลเซอร์ยิงลงบนเรซิ่นเหลวเพื่อทำให้แข็งตัวทีละจุด จนกลายเป็นวัตถุที่มีความละเอียดสูงมาก งานที่ได้จะเรียบเนียนและสวยงาม จึงนิยมในวงการออกแบบเครื่องประดับ งานทันตกรรม หรือโมเดลที่ต้องการความประณีตสูง ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมคือ SLS (Selective Laser Sintering) ซึ่งใช้เลเซอร์ยิงไปที่ผงวัสดุ เช่น ไนลอนหรือโลหะ เพื่อหลอมละลายให้ติดกันทีละชั้น ข้อดีคือสามารถผลิตชิ้นส่วนที่แข็งแรงและใช้งานจริงได้โดยไม่ต้องมีโครงรองรับซับซ้อน จึงเหมาะสำหรับการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร อุปกรณ์ยานยนต์ และงานวิศวกรรมขั้นสูง
↑ LINE
🛒